หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

บ่วงสวาททาสรักอสูร ตอนที่ 15 ความรู้สึกส่วนลึกของหัวใจ


ตอนที่ 15
ความรู้สึกส่วนลึกของหัวใจ
“ตื่นแล้วหรือไทนี่” รวิกานต์ที่เพิ่งจะทำงานบ้านเสร็จและกำลังจะเดินไปอาบน้ำหันมาเอ่ยถามเมื่อร่างโปร่งบางของเพื่อนที่กระพริบตาถี่ๆ ก่อนจะผุดลุกขึ้นนั่งเหลียวมองไปรอบๆ ห้องอย่างงุนงงว่าตัวเองมานอนอยู่ที่บ้านใครและมาได้ยังไง ก่อนจะร้องอ๋อเมื่อนึกขึ้นได้และพยักหน้าให้ ทำเอาคนอารมณ์ดีหัวเราะคิกกับอาการเอ๋อของเพื่อน
กายโปร่งบางขยับเดินไปนั่งใกล้ๆ แขนเรียวยาวโอบรัดรอบบ่ากว้าง “เป็นอะไรไปไทนี่ นอนมากไปเอ๋อเลยหรือไงแก หือ...” มือเล็กสอดเข้าไปใต้เส้นผมนุ่มและขยี้ศีรษะอีกฝ่ายจนเส้นผมกระจุยกระจาย พร้อมเสียงหัวเราะใสแจ๋ว
“ว้าย!!! แกเล่นอะไรนะก้อย คนยิ่งมึนๆ อยู่แกนี่” นันทิยาหวีดร้องเล็กๆ ก่อนจะหันไปเล่นงานเพื่อนกลับบ้าง สองมือจิ้มจี้ที่สะเอวเล็กและส่วนต่างๆ ของร่างกายที่จะทำให้อีกฝ่ายนั้นรู้สึกจักกะจี้ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะดังลั่น
“ว้าย!! ไม่เอานะไทนี่ หยุดนะแก หยุด!!” รวิกานต์ร้องห้ามเสียงหลง แต่ปลายนิ้วเล็กๆ กลับจิ้มไปตามจุดต่างๆ บนกายเพื่อนอย่างไม่คิดจะยอมแพ้
“โอ๊ย!! ฉันเจ็บนะยัยก้อย” เพราะฝีมือของภามที่สร้างรอยแดงช้ำไว้ทั่วตัวทำให้นันทิยาร้องโวยวายเสียงดังลั่น
“เออ...แกร้องออกมาก็ดีแล้ว ฉันจะได้ถามเสียที” สองมือจับรั้งต้นแขนกลมกลึง มองสบสายตาเพื่อนอย่างจริงจังและคาดคั้น “ห้ามหลบหน้าฉันนะไทนี่ ที่แกหนีมาเพราะไอ้พี่ภามใช่ไหม มันทำร้ายแกใช่ไหม”
ตรงๆ ไม่มีอ้อมค้อม ถึงแม้นันทิยาจะไม่ทำอะไรแต่อีกฝ่ายนะไม่สนใจ แค่ไม่ชอบใจก็จิกกัดด้วยสายตาหยามเหยียดและคำพูดดูถูก เรียกได้ว่าเป็นผู้ชายปากสุนัขเลยละ ผ่านไปไม่กี่ปี่นี่เล่นทำร้ายจนถึงกับช้ำไปหมดทั้งตัวแบบนี้ มันซาดิสไปหรือเปล่า อย่างนี้มาถึงบ้านเมื่อไหร่ แม่เอาให้หัวแตกเลือดอาบขับรถไปโรงบาลไม่ไหวเลย รวิกานต์เข่นเขี้ยวเกรี้ยวกราดอีกฝ่ายอยู่ในใจ
“เปล่านะไม่ใช่” นันทิยาปฏิเสธปากสั่นเสียงอ่อย ถึงแม้อีกฝ่ายจะร้ายกาจกับเธอยังไง ในหัวใจมันก็ยังคงหลงเหลือความรักที่มีสะสมมานานหลายปีอยู่ดี วงหน้าสวยรีบเมินหน้าหลบหนีดวงตาจับผิด ริมฝีปากสั่นจนต้องรีบขบกัดเอาไว้
 “พี่ภามไม่ได้ทำอะไรฉันเลยก้อย”
“ไทนี่!!!” รวิกานต์ร้องเรียกเพื่อนเสียงดังลั่น แกจะบ้ารักไอ้ผู้ชายสั่วๆ นั้นไปถึงไหนฮะ แกก็รู้ว่าสองตามันไม่เคยมองแกเลย นี่ถึงขั้นลงมือทำร้ายแกแบบนี้ มันเกินไปแล้วนะโว้ย!!” รวิกานต์หงุดหงิดกับความปากแข็งของเพื่อนและโกรธไปถึงไอ้ตัวก่อเหตุ อยากแช่งชักหักกระดูกให้ภามขับรถก็ไปชนต้นไม้ให้ขาหักซะ นั่งเครื่องบินตกมาคอหักซะเลย หรือถ้านั่งเรือก็ให้ตกน้ำป๋อมแป๋ม ให้ปลามันกัดแทะเหลือแต่กระดูก
“แกก็รู้ว่าฉันรักเขา รักมานานแล้วด้วย จะให้ฉันตัดใจภายในวันนี้ตอนนี้มันยาก แต่ฉันจะพยายาม” น้ำตาอุ่นร้อนเอ่อล้นเกือบจะหยดไหลออกจากสองเบ้าตาแต่นันทิยาก็ไม่ยอมให้มันไหลออกมา เธอเจ็บมากพอแล้วกับผู้ชายที่ได้ขึ้นว่าภาม...คนที่ถูกวางตัวว่าจะต้องมาเป็นคู่ครอง คอยปกป้องคุ้มครองดูแลเธอ แต่สิ่งที่เขาทำคือทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจเธอมาตลอด ถึงวันนี้เธอจะตัดใจ ขอเวลาสักนิดให้เธอฝังกลบลบทุกความทรงจำที่เกี่ยวกับผู้ชายคนนั้นออกไปจากใจ
“แน่ใจ ว่าถ้าหากมันมาขอคืนดี แกจะไม่ยอมคืนดีด้วย” ไอ้พี่ภามจะต้องตามมาง้อนันทิยาแน่ เธอมั่นใจเต็มร้อยเปอร์เซ็น หึ...ก็เพื่อนเธอนะสวยขนาดนี้ ไอ้บ้านั่นปล่อยให้หลุดรอดเงื้อมมือไปได้ง่ายๆ คงจะต้องเรียวว่าควายแล้ว ไอ้ตามร่างกายที่มันเป็นแบบนี้ก็คงจะเป็นเพราะไอ้บ้านั่นจะต้องมีการลงไม้ลงมือ จนนันทิยาทนรองรับอารมณ์โกรธที่นึกจะว่าก็ว่า จะด่าก็ด่าไม่ไหวเลยต้องหนีมาพึ่งเธอ
“อือ” นันทิยาพยักหน้ารับคำ
“ก็ดี ฉันจะได้วางใจ หากพี่ภามมาง้อแกจริงๆ แล้วเกิดฉันเอาคืนแทน แกจะไม่โกรธ” รวิกานต์พูดอย่างหมายมั่น
“ไม่มีทางหรอกก้อย พี่ภามเกลียดฉันจะตาย เรื่องอะไรจะตามมาง้อฉัน พี่เค้าจะดีใจเสียอีกที่ผู้หญิงโง่ๆ เรื่องมากและปัญญาอ่อนอย่างฉันออกจากชีวิตไปเสียได้นะ” นันทิยาพูดเสียงเศร้า ขยับกายเข้าไปกอดรวิกานต์ “ขอฉันอยู่ด้วยสักพักนะก้อย ให้ฉันทำใจตัดพี่ภามออกจากใจ”
“เอาซิ แกมาอยู่ด้วยก็ดีเหมือนกัน ฉันอยู่คนเดียวเหงาจะตาย แต่ว่านะ แกมาอยู่กับฉัน แกต้องทำหน้าตาให้มันสดชื่นแจ่มใส ไอ้หน้าอมทุกข์อมโศกมีน้ำตาคลอเบ้าอย่างนี้ไม่เอานะโว้ย เห็นแล้วกินข้าวไม่ลง” รวิกานต์เลือกที่จะไม่ยอมเอ่ยปากบอกเพื่อนว่าภามจะมา แต่คิดไปคิดมาอีกทีดูท่าจะไม่ดีเท่าไหร่ บอกไปเลยดีกว่า นันทิยาจะได้เตรียมตัวรับ
“น้องแกโทรมาหาฉัน ไอ้พี่ภามอยู่ด้วยและฉันคิดว่าไม่เกินเย็นนี้ไอ้พี่ภามมาถึงบ้านฉันแน่” ดวงตากลมโตจับจ้องที่หน้าเพื่อนสาวซึ่งมีสีหน้าตกใจมากกว่าจะดีใจ
“แกอย่ามาล้อฉันเล่นซิก้อย” นันทิยาตัวสั่นขึ้นทันที เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมันยังฝังอยู่ในความทรงจำ ส่วนหนึ่งมีความสุขเธอยอมรับแต่เจ็บปวดมันก็มีมากเพราะอีกฝ่ายรุกล้ำอย่างรุนแรงไม่คิดจะถนอมเธอเลยสักนิด
“ไม่ได้ล้อเล่น พูดจริงๆ ฉันเพิ่งจะวางสายจากน้องชายแกได้สักพักใหญ่ๆ นนท์บอกว่าอีตาพี่ภามหงุดหงิดงุ่นง่านใหญ่เลยที่แกหนีมานะ ป่านนี้คงจะกำลังเดินทางมาตามเอาตัวแกกลับคืนไปกักขังเหมือนกับทาสในเรือนเบี้ยมั้ง” กึ่งเปรยกึ่งคาดคะเนอย่างแม่นยำ ภามกำลังหงุดหงิดกับการเดินทางที่ไม่ได้ดังใจสักอย่างและทำให้เริ่มคิดถึงนันทิยามากยิ่งขึ้น
ใบหน้าขาวซีดเผือดลงทันทีเมื่อรวิกานต์ตอบกลับพร้อมพยักหน้าสำทับซ้ำอีกครั้ง ในใจมีทั้งดีใจและขลาดกลัว รวมถึงไม่ค่อยจะเชื่อ แต่รวิกานต์จะโกหกเธอให้มันได้ประโยชน์อะไรละ
รวิกานต์ยื่นไปจับมือเล็กซึ่งเย็นเฉียบของเพื่อนไว้บีบกระชับเบาๆ ด้วยความสงสัยว่าเป็นเพราะเหตุใดทำไมนันทิยาถึงได้มีอาการหวาดกลัวภามถึงเพียงนี้ ไอ้บ้านั่นทำร้ายอะไรนันทิยากันแน่ แต่ถึงแม้จะอยากรู้เพียงไหนเธอก็ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็นมีดเฉือนหัวใจเพื่อนให้เลือดไหลอาบ
“เอาน่าไทนี่ แกไม่ต้องกลัว มีฉันอยู่ด้วย ฉันไม่ยอมให้ไอ้พี่ภามทำร้ายแกแน่ สัญญาเลย” และเพื่อกันนันทิยาออกจากเรื่องเครียดๆ และไม่สบายใจเลยชวนคุยเรื่องอื่นเสีย “เออ...ว่าแต่แกหิวไหม ฉันทำข้าวต้มไว้ให้”
“หิวเหมือนกัน เหนียวตัวด้วย ขอฉันอาบน้ำก่อนได้ไหม แต่ว่าฉันไม่ได้เอาเสื้อผ้าติดตัวมาเลย ขอใช้ของแกก่อนนะก้อย แล้วจะรีบหามาใช้คืน” แค่มารบกวนขออาศัยอยู่ด้วยนี่รวิกานต์ก็ลำบากใจพอแล้ว ไหนจะต้องใช้ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวร่วมด้วยมันดูไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ แต่ทำยังไงได้ละเธอมีเพียงแค่พวกชั้นติดตัวมาเพียงแค่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้นเอง เพราะไม่อยากให้ใครสงสัยและถามไถ่
“บ้าน่าไทนี่ พูดอย่างกับว่าเราคนอื่นคนไกลกัน แกเป็นเพื่อนรักของฉันนะ” รวิกานต์ตอบรับ ผุดลุกจากโซฟาที่นั่ง จูงมือนันทิยาเข้าไปในห้องพร้อมหยิบเอาข้าวของที่เพื่อนต้องใช้มาวางใส่มือ “เสื้อผ้าอยู่ในตู้แกเลือกใช้ได้ตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจ”
ถึงแม้รวิกานต์จะรีบเปิดและปิดประตูตู้ผ้าอย่างเร็วที่สุดแล้วแต่นันทิยาก็ยังตาไวพอที่จะได้เห็นชุดนอนซีทรูบางเบาและสั้นสีสันสดใสที่ซุกซ่อนอยู่ในมุมหนึ่งของตู้ผ้าตัดกับเสื้อผ้าทำงานสีทึมทึบรูปทรงคุณป้าที่เธอรู้ดีกว่าอีกฝ่ายนั้นชอบถึงขั้นคลั่งไคล้แต่ก็ไม่เท่าชุดสวยๆ หลายชุดที่แขวนไว้แนบข้างนั้นต่างหากที่ทำให้เธอแปลกใจ คิ้วสวยได้รูปเลิกขึ้นสูง ตวัดสายตาหันมองรวิกานต์
“ไม่ต้องมองฉันแบบนั้นเลยแก เพราะอีตาเจ้านายฉันต่างหากละที่บังคับพาไปซื้อนะ บอกว่าฉันจำเป็นต้องใช้เวลาออกงานด้วย มันเลยมีอย่างที่แกเห็นนี่แหละ ไม่งั้นคนอย่างฉันไม่ยอมเสียงเงินเสียทองซื้อชุดสวย แต่เปิดหน้าเว้าหลังให้เห็นเนื้อหนังให้ผู้ชายมองเป็นอาหารตามันเป็นอะไรที่เธอไม่เคยชอบเลย ยกเว้นชุดนอนนะเพราะว่ามันอยู่ในห้องส่วนตัวที่มีแต่เธอเท่านั้นที่ได้มองรูปร่างอันน่าอายของตัวเอง
“เหรอ แล้วแกยอมง่ายๆ เลยหรือไงก้อย” ถามอย่างไม่ค่อยจะเชื่อสักเท่าไหร่ที่เพื่อนจะยอมให้อีกฝ่ายชักจูงได้ง่ายๆ เห็นว่าไม่ใช่คนเรื่องมากแบบนี้ แต่รวิกานต์นะดื้อเงียบอยู่ใช่น้อย เห็นตอนแรกก็ว่าฟังนะ แต่เรื่องที่จะทำหรือไม่ทำนะเป็นอีกอย่างหนึ่ง
“ไม่ยอมก็ต้องยอมแหละแก” รวิกานต์เบะหน้าอย่างเบื่อหน่าย รัฐภาสเคยยอมแพ้อะไรเสียที่ไหนละ ถึงเธอจะปฏิเสธจนปากแทบถึงจะฉีกถึงใบหูแล้วแต่สุดท้ายก็ถูกอีกฝ่ายพาไปบังคับซื้อจนได้ ชิ...รวิกานต์ส่งค้อนถึงคนที่กำลังถูกเอ่ยถึงพร้อมริมฝีปากขมุบขมิบ
ถ้าคุณไม่เลือกซื้อดีๆ นะก้อยมือใหญ่ยื่นไปคว้าเอาชุดราตรีสีน้ำตาลทองมากุมไว้พร้อมรอยยิ้มจนนัยน์ตาแพรวพราวระยับมีเลศนัย ผมจะเป็นคนพาคุณเข้าห้องลอง จัดการกำจัดไอ้เสื้อผ้าเชยๆ นี่ออกจากร่างคุณ แล้วผมก็จะใส่เจ้าชุดนี้ให้คุณแทน
“อีตาเจ้านายฉันนะ ยอมแพ้คนเป็นซะที่ไหนละ”
“เหรอ...ฉันว่าน้ำเสียงแกแปลกๆ นะ ตอนพูดถึงเจ้านายนะ แกชอบเขาหรือเปล่า”
“เปล่า” รวิกานต์รีบตอบทันทีน้ำเสียงสูงลิ่ว วงหน้าที่สะบัดส่ายแรงๆ พวงแก้มอิ่มเต็มแดงปลั่งด้วยเลือดฝาดสาวที่มันเอ่อไหลล้นมารวมกันอยู่ที่จุดเดียว ในหัวใจตอบปฏิเสธ ใครมันจะไปชอบอีตาเจ้านายเอาแต่ใจนั่นกันเล่า แต่เธอไม่รู้เลยว่าสายตาที่เปล่งออกไปนั้นมันคงละทางกับคำตอบในใจ สายตาที่ไม่สามารถปกปิดได้ เธอกำลังมีความรัก...รักรัฐภาสเข้าเต็มๆ
“เอาน่า แกอย่ามามัวพูดเรื่องของฉันเลย รีบอาบน้ำแล้วไปทานข้าวดีกว่า” ร่างสูงโปร่งเดินไปทาบฝ่ามือบนแผ่นหลังนันทิยาดันเบาๆ ให้เพื่อนเข้าไปในห้องน้ำ ก่อนจะเป่าพ่นลมหายใจออกจากปอดเบาๆ มือเล็กยกขึ้นตบที่หัวใจตัวเองเบา ไม่รู้เป็นบ้าอะไรพูดถึงรัฐภาสที่ไร มันเต้นแรงเสียทุกทีไป

ปลายนิ้วยาวใหญ่เคาะบนพวงมาลัยรถขณะนั่งรอให้พนักงานปั๊มน้ำมันเติมน้ำมันจนเต็มถัง ปรายสายตามองออกไปตามถนนที่คราแรกดูเหมือนกับจะคุ้นตา แต่พอขับรถไปเรื่อยๆ กลับกลายเป็นว่าไม่ใช่ทางที่คุ้นเคย ไม่ใช่บ้านของคนที่เขากำลังจะไป แต่ถ้าประมวลตามคำบอกกล่าวของผู้คนที่เขาคอยแวะถามมันก็น่าจะอยู่ละแวกนี้ แต่ทำไมเขาถึงหาบ้านรวิกานต์ไม่เจอเสียที แม้แอร์รถจะทำงานอย่างเต็มที่แต่เพราะว่าเขากำลังโกรธกรุ่นด้วยเพลิงไฟที่มันกำลังเผาใจอยู่ทำให้ร้อนจนแทบจะทนไม่ไหว
กรามหนาขบกัดบดเบียดจนแก้มสากระคายนูนเด่น อยากรู้นักว่าเมื่อเขาไปถึงบ้านรวิกานต์แล้ว ตอนที่นันทิยาเห็นหน้าเขาเธอจะทำยังไง ชายหนุ่มละความคิดถึงนันทิยาวางไปก่อนเมื่อพนักงานใส่น้ำมันให้เสร็จและเดินมาเพื่อจะเก็บเงิน
น้องๆ รู้จักถนนเส้นนี้ไหมภามเอ่ยถามพร้อมคลี่กระดาษจดที่อยู่ของรวิกานต์ยื่นส่งให้อีกฝ่ายที่โน้มตัวมาดู
อ๋อ...รู้จักครับ พี่มาผิดทางแล้วละครับ พี่ต้องขับย้อนไปทางเก่าแล้วเห็น พี่จะเห็นป้อมตำรวจ เลยไปอีกนิดก็เลี้ยวตรงนั้นเลยครับเป็นถนนสายที่คุณกำลังหาอยู่นี่แหละครับ
ขอบใจนะน้องชาย
ภามเปลี่ยนใจจากการคิดจะใช้การ์ดรูดเป็นหยิบเงินจำนวนสองพันบาทส่งให้ไปพร้อมกับเคลื่อนรถออกไปทันทีโดยไม่รอรับเงินทอน เพราะรีบอยากไปจับแม่ตัวแสบกลับไปลงโทษให้หนำใจ ตอนที่เขาผลักไสไล่ส่งกลับไม่ยอมไป แต่พอมาตอนนี้คิดจะหนี คิดหรือว่าเขาจะยอม อ้อยนะเขาจะต้องคายซากทิ้งก็ตอนหมดสิ้นความหวานแล้วเท่านั้น ชายหนุ่มขับรถไปตามเส้นทางที่พนักงานปั๊มน้ำมันเอ่ยบอก รอยยิ้มมาดหมายผุดขึ้นบนวงหน้าเมื่อเห็นซอยบ้านของรวิกานต์
เอี๊ดย!!!
บ้าชิบ!!” คนที่ต้องเหยียบเบรกจนตัวโก่งสบถเสียงเขียว เมื่ออยู่ดีๆ ก็มีสุนักตัวใหญ่สองสามตัวโผนวิ่งมาจากข้างทางวิ่งลับหายไปในซอย
มันจะอะไรหนักหนาวะ การเดินทางถึงได้ติดๆ ขัดๆ ตลอด ตั้งแต่ก่อนจะขึ้นเครื่องเฮลิคอปเตอร์แล้ว ฝนซึ่งไม่ได้ตั้งเค้ามาก็เทลงอย่างไม่ลืมหูลืมตา พอจะไปใช้เรือก็ติดรอลูกค้าถ้าไปส่งเขาก็กลับมารับลูกค้าไม่ทันอีก เขาเลยต้องรอกว่าจะได้มาก็เลยเที่ยงแล้ว กว่าเช่ารถได้ขับมาตามหาบ้านรวิกานต์เวลาก็ผ่านไปเกือบจะสองชั่วโมง แล้วตอนนี้เขาก็มาติดแหงกอยู่บนท้องถนนเสียอีก
ภามเครียดจนสองมือที่กำพวงมาลัยมีเส้นเอ็นปูดโปนออกมา ดวงตาคมกริบเป็นประกายแข็งกร้าว โยนความผิดทุกสิ่งทุกอย่างให้กับนันทิยาที่เป็นคนทำให้เขาต้องออกมาตามล่าหาตัวกลับไปลงโทษ เสี้ยวหนึ่งในหัวใจเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องออกมาตาม ทั้งๆ ที่การหายตัวไปของนันทิยามันเป็นการดีสำหรับเขา ในตอนนี้ที่เขาคิดและยอมรับอย่างเดียวนั่นคือว่าเขาหลงในรสเสน่ห์จากกายนันทิยา หญิงสาวหวานกว่าที่เขาคิดไว้มากมายนัก อีกทั้งตอบสนองความต้องการเสียจนเขาลุกเป็นไฟแม้เพียงแค่ได้กลิ่นจากเรือนกายเท่านั้นเอง   
สมองคมปราบไหลวนเวียน...การเดินทางมาตามหานันทิยามันทำให้เขานั้นได้อยู่ใกล้ชิดหญิงสาวมากขึ้น จะทำอะไรก็ไม่มีใครคอยเป็นตัวมารขัดขวาง นัยน์ตาคมกริบเป็นประกายวาววับมุ่งมาด เมื่อเขาได้ตัวนันทิยามาอยู่ในกำมือเรียบร้อย ปลายนิ้วยาวใหญ่เคาะไปบนพวงมาลัยรถ นึกถึงสถานที่ซึ่งจะพานันทิยาไปเป็นนางบำเรอรองรับอารมณ์ปรารถนาสักอาทิตย์สองอาทิตย์ก่อนพากลับบ้าน...
ปิ้ง!! ความคิดเลิศเลอพุ่งขึ้นมาในสมองเมื่อนึกได้ว่าเขาควรจะพานันทิยาไปกักขังไว้วนเตียงที่ไหนดี โดยที่หญิงสาวจะหนีกลับก็ไม่ได้ โทรขอความช่วยเหลือจากใครก็ไม่ได้ จำต้องยอมรับคำสั่งเขาเพียงอย่างเดียว ชายหนุ่มเร่งรุดเดินทางให้ไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างเร็วที่สุด พร้อมด้วยรอยยิ้มเต็มวงหน้าและนัยน์ตาเป็นประกายวาววับ

“ทำอะไรกินนะก้อย ห้อมหอม”
เคล้ง!!
ช้อนสแตนเลสในมือรวิกานต์หล่นลงบนเค้าเตอร์ด้วยความตกใจในน้ำเสียงอันคุ้นหู หญิงสาวค่อยๆ หันมองหาที่มาของเสียงก่อนสีหน้าตกใจจะเปลี่ยนเป็นบูดบึ้งหงิกงอเมื่อเห็นว่าเป็นใครที่เข้ามายืนคับประตูห้องครัว ห๊ะ มาได้ไงฟะ คิดถึงอยู่เมื่อกี้เอง ตายยากจริงๆ เฟ้ย
รีบดึงเอาความคิดแปลกเกี่ยวกับรัฐภาสโยนทิ้งไปก่อนและดึงเอาอารมณ์โกรธมาขึ้นแทน “เจ้านาย...เจ้านายเข้ามาในบ้านของก้อยได้ยังไงนะ” สองมือเล็กยกขึ้นเท้าสะเอว ไม่ให้ถามแบบนี้ได้ยังไงละก็เธอนะล็อกทั้งประตูรั้วและประตูบ้านเรียบร้อยแล้ว แต่อีตาเจ้านายหน้าเป็นนี่กลับมายืนยิ้มแฉ่งอยู่ตรงหน้า
รัฐภาสยิ้มกว้างนัยน์ตาเป็นประกายและตอบกลับด้วยน้ำเสียงเซ็กซี่แต่กวนอารมณ์คนฟังเป็นที่สุด “เปิดประตูแล้วก็เดินเข้ามา” ปลายมือใหญ่ยกขึ้นเหวี่ยงกุญแจบ้านของอีกฝ่ายที่เขาแอบจิ๊กตอนก่อนกลับบ้านที่อยู่ในมือให้ดูเพราะรู้ว่าถ้าอีกฝ่ายเห็นเป็นเขามากดเรียกจะไม่ยอมเปิดประตูให้
ห๊ะ...ตอบกวนจริงๆ รวิกานต์ถลึงตาใส่ “คะ รู้แล้ว เพราะไม่คิดว่าเจ้านายจะกล้าปีนรั้วบ้านคนอื่นเข้ามาหาเรื่องเขาถึงในบ้านหรอกนะ สองมือเล็กขึ้นเท้าสะเอว ว่าแต่มาทำไมอีก”
“ก็เรามีนัดไปทานอาหารเย็นกันไม่ใช่หรือไง” รัฐภาสทวนความทรงจำให้
“ค่ะ...” นัดทานอาหารเย็น? แล้วนัดไว้เมื่อไหร่หว่า รวิกานต์ครุ่นคิดจนคิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ก่อนจะร้องอ๋อ...เมื่อนึกขึ้นได้ ห๊ะ...นัดตอนเย็น แต่ดันมาตอนนี้เนี่ยนะ มันจะเกินไปหรือเปล่า นี่มันเพิ่งจะบ่ายสามเองนะเฟ้ย “ยังไม่ถึงเวลานัดเลย เจ้านายกลับไปก่อนซิ เย็นๆ ค่อยมาใหม่” แต่ก้อยจะไม่อยู่รอเจอเจ้านายหรอกนะ จะพาไทนี่ไปเที่ยวลั้นล้ากันแบบสาวๆ สองคนเที่ยวกัน
“ไม่ละ ขี้เกียจขับรถกลับไปมา” รัฐภาสตอบกลับจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่บอกความนัยและรัฐภาสก็ยังทำเหมือนกับว่าบ้านนี้เป็นบ้านของเขา จะเดินไปไหนมาไหน จะทำอะไรก็ได้อย่างใจต้องการ ร่างหนาใหญ่สูงชะลูดราวกับเสาไฟฟ้าเดินเข้าไปใกล้รวิกานต์ โฉบใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ อีกฝ่ายจนปลายจมูกเกือบจะได้สัมผัสกับแก้มใสๆ แต่อีกฝ่ายเบี่ยงหลบเสียก่อน จึงได้เพียงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของแป้งเด็ก แต่คนอย่างเขาก็ไม่ยอม
“หอมเนื้อนางจังเลย”
“ว้าย!! บ้าจริงเจ้านาย เล่นอะไรอย่างนี้เนี่ย ถอยไปนะคนบ้า” รวิกานต์สะดุ้งโหยง เท้าเล็กเรียวพาร่างก้าวถอยไปด้านหลังแทบไม่ทัน วงหน้าสวยบูดเบี้ยวบึ้งตึง ประกายในดวงตาก็เขียวขุ่นเต็มไปด้วยความเกรียวกราด แต่ในหัวใจกลับเต้นแรงและรัวเร็วอย่างกับกลองเพล พวงแก้มอิ่มเต็มแดงปลั่งตลอดถึงลำคอระหง
“ก็คนคิดถึงนี่น่า” แขนใหญ่ที่ตอนแรกเหมือนจะเอื้อมไปหยิบเอาจานที่วางอยู่ในตะกร้ากลับเปลี่ยนจุดหมายปลายทางเป็นคว้ากายโปร่งบางเข้าแนบอก และไม่รอให้อีกฝ่ายได้ขัดขืนหรือส่งเสียงร้องห้ามปราม ปลายมือใหญ่จับรั้งปลายคางมนขึ้น ใบหน้าคร้ามแกร่งโน้มลงมาประทับจุมพิตบนกลีบปากอวบอิ่มนุ่มหวาน
“อื้อ...อื้อ” รวิกานต์พยายามต่อต้านไฟอารมณ์ที่พร้อมจะลุกฮือขึ้นมาในทันทีที่ถูกรัฐภาสแตะต้องเรือนกาย สองมือเล็กยกขึ้นผลักดันและทุบบนอกกว้างแรงๆ แต่สุดท้ายเธอก็พ่ายแพ้อยู่ดี มือเล็กได้แต่กำเสื้อตัวใหญ่ไว้แน่นเมื่อชายหนุ่มจูบซับเหมือนกับจะดึงเอาวิญญาณออกจากกาย
ประกายไฟต่างขั้วที่สปาร์คกันทำเอาห้องครัวแทบจะลุกไหม้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เรือนกายกลมกลึงย้ายตัวเองไปนั่งอยู่บนตักกว้าง ตอบรับจุมพิตเว้าวอนอ่อนหวานจนคนที่บอกว่าจะขอเพียงแค่จูบเล็กๆ แทบจะทนกับความต้องการไม่ไหว ดันกายโปร่งบางนุ่มหวานหอมลงนอนบนโต๊ะทานอาหารแล้วจัดการให้สมความต้องการ
นันทิยาหยุดเมื่อเดินมาถึงหน้าห้องครัว รีบปรับอารมณ์หมองเศร้าคิดถึงแต่ภามจนพาลจะร้องไห้ ปลายมือเล็กยกขึ้นกดซับน้ำตาที่มันเอ่อล้นคลอเบ้าอยู่ให้หมดสิ้นไป เพียงแค่อยู่คนเดียวไม่ทันจะถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ น้ำตาเธอก็ปรี่ไหลเหมือนกับสายน้ำที่มันไม่มีวันแห้งเหือดด้วยคิดถึงคนที่จากมา ในสมองมันฟุ้งซ่านมองไปทางไหนก็ล้วนแล้วแต่มีภาพและเสียงของภามที่มันเป็นเหมือนกับแส้ที่มีหนามแหลมคมกระหน่ำซ้ำฝาดลงมาบนร่างกายที่มันเต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำเป็นจ้ำๆ และจิตใจ
สองมือเล็กยกขึ้นตบหน้าตัวเองเบาๆ พยายามเรียกร้อยยิ้มให้แต่งแต้มบนวงหน้า “ก้อยมีอะไรให้กินมั่งจ๊ะ”
เสียงของเพื่อนรักที่ดังมาทำให้รวิกานต์ซึ่งเผลอตัวไปกับจุมพิตหวานซาบซ่านได้สติ สองมือเล็กยกขึ้นยันแผ่นอกกว้างและลำสันที่ไม่รู้ว่าเธอมือเร็วไปสะกิดให้กระดุมมันหลุดออกจากรางตั้งแต่เมื่อไหร่ จึงได้สัมผัสกับผิวเนื้อแข็งกระด้างเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ เต็ม ใบหน้านวลเนียนแดงระเรื่อเหมือนกับตำลึงสุก กายโปร่งบางรีบขยับไปยืนอยู่ไกลๆ คนมือไวพร้อมตวัดส่งค้อนให้วงโตด้วยความโกรธและอาย มือเล็กเรียวยกขึ้นชี้หน้าคนที่นั่งยิ้มกริ่มทำท่าทางไม่รู้สึกรู้สาอย่างฝากไว้ก่อน แล้วเธอจะต้องเอาคืนให้ได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
เท้าเล็กๆ สะดุดและหยุดกึกเมื่อก้าวถึงโค้งประตูห้องครัวแล้วเห็นว่าเพื่อนไม่ได้อยู่ลำพัง วงหน้าสวยเอียงเล็กน้อยอย่างค่อนข้างจะคุ้นตาคนตรงหน้า ก่อนจะร้องอ๋อในใจพร้อมกับพวงแก้มที่มันแดงระเรื่อขึ้นด้วยความกระดากอายเมื่อคิดถึงความเอ๋อของตัวเองที่เดินไม่ระวังสะดุดเอาก้อนหินให้อีกฝ่ายถึงกับต้องอุ้มเข้ามาในบ้าน
รัฐภาสหันมองเพื่อนของรวิกานต์อย่างเอ็นดู สายตาที่มองมายังเต็มไปด้วยความอยากรู้แต่ก็สร้างกำแพงไว้คอยป้องกันตัวเองและระแวดระวังภัยเหมือนนกน้อยที่บินหลงออกจากฝูง ต้องการใครสักคนที่จะปกป้องคุ้มครองนำส่งที่หมายอย่างปลอดภัย ก่อนจะส่งยิ้มเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วย
“หวัดดีครับ คุณไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มชวนคุยโดยไม่รู้เลยว่าเพียงแค่เขาเอ่ยปากเท่านั้นเอง คนที่ยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งก็มีหน้าตาหงิกงอ ส่งค้อยด้วยสายตาพร้อมกับริมฝีปากที่ขมุบขมิบตาม
ชิ...ทีกับเราแล้วสั่งเอาๆ แต่กับยัยไทนี่แล้วพูดซะหวานจนมดแทบจะขึ้น มันน่าจะหาอะไรมาประเคนใส่ปากให้เลือดกลบสักที  ค้อนวงเล็กส่งไปให้รัฐภาสอย่างไม่รู้เหมือนกว่าทำไมถึงได้หงุดหงิดในหัวใจมากมายถึงเพียงนี้ จะว่าหวงเพื่อนก็ไม่ใช่ รู้ดีว่าต่อให้รัฐภาสดีเลิศประเสริฐศรียังไงนันทิยาก็ไม่คิดที่จะเหลียวมองให้ความสนใจหรือสนิทสนมด้วย ก็เพื่อนรักของเธอนะถึงจะเจ็บจนแทบจะขาดใจก็ยังคิดถึงแต่คนใจร้ายอย่างภามอยู่ดีนั่นแหละ ดูซิแค่ปล่อยให้อยู่ลำพังเพียงแค่ไม่นานก็ร้องให้ซะตาแดงก่ำและบวมเป่งอีกแล้ว กว่าจะตัดใจจากอีกฝ่ายได้ มีหวังได้ผอมจนหัวโต เพราะกินไม่ได้ นอนไม่หลับและเป็นเธอที่จะต้องคอยช่วยเหลือ
“เจ้านายฉันเองแหละไทนี่ ชื่อรัฐภาส” เกือบจะเอ่ยต่อไปแล้วว่า เจ้านายขี้เต๊ะและเอาแต่ใจ คนที่เธอเคยนินทาให้อีกฝ่ายฟัง แต่กลับต้องรีบปิดปากเมื่ออีกฝ่ายหันหน้ามาพร้อมคิ้วคมเข้มที่เลิกขึ้นสูงและที่สำคัญคือประกายในดวงตาที่บอกว่าถ้าหากเธอเอ่ยปากเพียงแค่นิดเดียว เธอจะต้องอายจนหน้าแดงด้วยถูกเขาลงโทษ อยากจะดื้อรั้นอยากจะขัดขืน แต่ทว่าปากมันกลับไม่ยอมขยับนะซิ เลยได้แต่แอบเซ็งอยู่ในหัวใจ
สวัสดีคะ นันทิยาเอ่ยทักทายเสียงเบาหวิว ส่งรอยยิ้มเล็กๆ ที่พยายามเค้นให้มันออกมาด้วยความเคล็ดขัดยอกในหัวใจ ในเวลานี้การมีใครสักคนให้คอยพูดคุยรับฟังเรื่องราวที่มีทั้งสุกและทุกข์ เข้าอกเข้าใจและให้คำแนะนำ แต่ทว่าการมีคนอื่นซึ่งไม่ใช่คนที่เธอรู้จักและคุ้นเคย แล้วคนนั้นยังเป็นผู้ชายที่เธอเพิ่งจะได้พบเจอกับรอยยิ้มที่มันมีทั้งให้ความอบอุ่นกับใจที่หนาวเหน็บ แต่มุมหนึ่งมันก็มีความร้อนแผดเผาให้อยู่ไม่เป็นสุข เธอไม่พร้อมที่จะรับเอาไฟร้อนมาแผดเผากายให้มอดไหม้ ไปอยากเป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟอีกแล้ว  
เห้ย!!! แกจะไปไหนไทนี่ เพียงแค่เห็นร่างเพื่อนหันกลับไปทางที่จากมารวิกานต์ก็รีบตะโกนถามเสียงหลง แม้ว่าจะอยู่กับไม่ไกลสักเพียงใดก็ตาม ก็ทิ้งกันไว้ดื้อๆ แบบนี้เธอก็ใจสั่นนะซิ กลัวอีตาโย่งสูงชะลูดราวกับเสาไฟฟ้าจะหาเรื่องอะไรอีก ค้อนคมๆ ตวัดส่งไปให้คนที่หัวเราะในลำคออย่างไม่รู้สึกเลยว่าตัวเองนะไม่ได้เป็นที่ต้องการของคนในบ้าน แต่ก็นั่นแหละถึงจะพูดไปรัฐภาสก็ไม่ยอมรับอยู่ดี หนังว่าหนาแล้วหน้ายังหนากว่าอีก ชิ...
เพื่อนเธอคงอยากจะมีเวลาเป็นส่วนตัวบ้างนะก้อย ใครจะคิดว่าคนร่างหนาใหญ่อย่างรัฐภาสจะเคลื่อนไหวได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ขนาดว่ารวิกานต์หลีกเร้นตัวเองเดินหลบหนีไปอีกฝั่งไม่ทันจะได้กระพริบตาด้วยซ้ำร่างโปร่งบางก็ถลาไปนั่งบนตุบบนตักกว้างโดยที่เจ้าตัวยังงงงันอยู่
ปลายนิ้วยาวใหญ่ยกขึ้นลากไล้บนพวงแก้มอิ่มเต็มของคนที่อ้าปากค้าง ยิ้มใส่ตากลมโตเป็นประกายวามวามและออกเค้าหวานนิดๆ ฉันว่าเธอไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ดีกว่าไหม กลิ่นชักจะไม่ค่อยดีแล้วนะนี่ เปล่าหรอกไม่ว่าอยู่ในสภาพยังไงกลิ่นกายรวิกานต์ก็ยังหอมเสมอสำหรับเขา แต่เพราะอยากแกล้งหญิงสาวมากกว่าถึงได้พูดไปแบบนั้น มือใหญ่จับรั้งปลายคางของคนที่เบือนหน้าหนีให้อยู่นิ่งๆ โฉบใบหน้าคร้ามแกร่งไปจนปลายจมูกโด่งได้รูปเกือบจะกดลงบนพวงแก้มอิ่มเต็มแต่ทว่าอีกฝ่ายกลับเบือนหนีและยกสองมือขึ้นมาดันอีกทาง
จะได้ไปกินข้าวกันแล้วก็พาเพื่อนไปเที่ยวผ่อนคลายความไม่สบายใจด้วยนะ
แหม...พูดซะสวยเลิศหรูเชียวนะ อยากอยู่ใกล้ชิดกับเพื่อนของก้อยละซิเจ้านาย นึกว่ารู้ไม่ทันหรือไง จมูกโด่งขึ้นสันสวยงามยู่ย่นพร้อมส่งค้อนวงเล็กตวัดให้คนความคิดดีไปหนึ่งครั้ง ไม่ได้อยากจะทำตามหรอกนะ แต่อยู่แบบนี้มันทำให้หัวใจเธอเต้นไม่ปกติ ไอร้อนไม่รู้มันมาจากไหนไหลมารวมกันอยู่ที่พวงแก้ม
รวิกานต์แอบถอนหายใจ เธอหรือพยายามดึงเอาตัวเองถอยห่างออกไป ในขณะที่รัฐภาสเองก็พยายามแทรกตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ถ้าเป็นก่อนที่นันทิยาจะเข้ามาเธอคิดว่าเขาต้องการตัวเธอ แต่ในตอนนี้บอกตรงๆ ว่าไม่มั่นใจเสียแล้ว เพราะสายตาที่รัฐภาสมองนันทิยาที่เธอรู้สึกเหมือนว่ามันวาววับและเต็มไปด้วยความรัก ระคนสงสารและหวัง ก็ไม่รู้หรอกนะว่าตัวคิดมากไปหรือเปล่า แต่มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ 
งั้นเจ้านายก็ปล่อยซิ ก้อยจะได้ไปอาบน้ำ พูดถึงก็ร้อนและเหม็นตัวเองเหมือนกัน เพราะมั่ววุ่นๆ ยุ่งๆ ตั้งแต่เช้า ทำอาหารบ้าง ปัดกวาดจัดเก็บข้าวของในบ้านให้เข้าที่เข้าทาง พอจะไปอาบมันก็คิดได้ว่าอันนั้นก็ยังไม่ได้ทำ อันนี้ก็ค้างอยู่ จนสุดท้ายอีกฝ่ายก็มานี่แหละ
เดี๋ยวก็ได้ น้ำเสียงที่ดังออกจากปากหนาเริ่มจะนุ่มทุ้มและแหบพร่า ขอชื่นใจอีกหน่อยนะก้อย ห่างกันเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงแต่ทำไมไม่รู้ที่ฉันคิดถึงผิวกายนุ่มๆ ปลายนิ้วยาวร้อนวางทาบบนกลีบปากอวบอิ่ม คิดถึงตรงนี้...อยากจูบ
ปลายนิ้วยาวร้อนผ่าวเคลื่อนลงตามลำคอระหงหยุดตรงเนินเนื้ออวบอิ่มเต่งตึง คิดถึงตรงนี้...อยากเห็น...อยากกินเธอจนหมดตัวเลยละก้อย
โอ๊ย!! พระเจ้าช่วยด้วยเถอะ ไม่ไหวแล้วนะเจ้านาย อย่าพูดหวานๆ แบบนี้ซิ ก้อยจะไม่ไหวแล้วนะ
ดวงตากลมโตแพรวพราวระยับเหมือนลูกแก้วยามสะท้อนแสงไฟ ในหัวใจมันเต้นแรงรัวเร็วจนแทบจะทะลุออกมาจากอก เรือนกายสั่นสะท้านไหวเมื่อฝ่ามือร้อนผ่าวไม่เชิงจะสากระคายแต่ก็ไม่ได้นุ่มนิ่มเคลื่อนไหวไปตามแผ่นหลังเนียนนุ่ม ปลายนิ้วยาวร้อนผ่าวลากไล้ไปตามผิวเนื้อเนียนนุ่มแผ่วเบาและอ่อนโยน ดวงตาคมกริบเป็นประกายเว้าวอนมองเข้าไปในดวงตากลมโตอย่างสนิทเสน่หาเหมือนกับกำลังสะกดใจอีกฝ่ายให้ลุ่มหลงจนถอนตัวถอนใจไม่ขึ้น
รวิกานต์จ้องเข้าไปในดวงตาคมกริบ เหมือนกับโดนสะกดจิตให้ยินยอมในสิ่งที่รัฐภาสกำลังจะทำ อีกทั้งตัวเธอเองก็ไม่ได้อยากจะขัดด้วย สองแขนเล็กเรียวยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่ง โน้มใบหน้าลงไปพร้อมเปิดแย้มริมฝีปากทาบทับบนปากหน้าร้อนระอุขบกัดดูดซับกลีบปากหนา สอดแทรกปลายลิ้นเข้าไปเกี่ยวรัดพัวพันกับลิ้นร้อนสากระคาย สอดแทรกปลายนิ้วไปบนต้นคอแกร่ง เคลื่อนขึ้นไปพัวพันกับเส้นผมหนานุ่ม ไฟปรารถนาแม้จะร้อนผ่าวเหมือนกับอยู่ท่ามกลางกองเพลิง เจือจางกลิ่นไอหวานเชื่อมเหมือนได้กินช็อกโกแล็ตที่มันอ่อนนุ่มละลายในปากและติดตรึงอยู่ที่ปลายลิ้น
ปลายนิ้วยาวร้อนผ่าวสอดแทรกลูบไล้ผิวกายเนียนนุ่มเหมือนใยไหมอย่างอ่อนโยน เกี่ยวกระหวัดปลายลิ้นพลิกพลิ้วไปเที่ยวท่องไปในโพรงปากนุ่ม ขยับฝ่ามือเรื่อยๆ เคลื่อนเข้าหาสองโนมเนื้ออวบอัดเต่งตึง เสื้อยืดตัวใหญ่ถูกเลิกขึ้นไปเรื่อยและกองอยู่บนเนินเนื้ออวบอิ่ม
รัฐภาสถอนจุมพิตจากกลีบปากนุ่มที่ตอนนี้แดงช้ำ ลากปลายนิ้วไล้ไปตามร่องกลีบดอกไม้สอดแทรกไปในช่องปากเล็ก วงหน้าคร้ามแกร่งแย้มยิ้มอย่างหวานเชื่อม ชอบเหลือเกินที่ได้มองเห็นความกระดากอายเหมือนเด็กไร้เดียงสาของรวิกานต์ แต่ยามใดที่เขาแตะต้องแล้วเธอกลับตอบสนองแม้จะไม่ประสาแต่กลับพัดพาอารมณ์ร้อนยิ่งกว่าการได้ไปยืนอยู่ปากปล่องภูเขาไฟเสียอีก
อ๊ะ...ปล่อยก้อยนะเจ้านาย มันน่าเกลียด กลางวันแสก...ในห้องครัวด้วย รวิกานต์เอ่ยห้ามเสียงแหบพร่า ส่งสายตาอ่อนหวานเว้าวอนไม่ให้อีกฝ่ายทำอย่างที่คิด เมื่อรับรู้ถึงตะขอเสื้อชั้นในที่มันได้หลุดออก เนินเนื้อสล้างข้าวสปริงตัวขึ้นเหมือนกับดอกไม้ที่มันชูช่อไหวล่อภมร ในหัวใจมันเต้นรัวเร็วรี่ ในท้องน้อยเริ่มปั่นป่วนด้วยลูกไฟขนาดย่อมที่กำลังไหววนเวียนอยู่ ปลายลิ้นเล็กยื่นออกมาลากไล้บนกลีบปากอวบอิ่ม สลับขบกัดเบาๆ พยายามที่จะเปล่งเสียงไม่ให้สั่นและแหบพร่าแบบเมื่อครู่
 แล้วไหนจะเพื่อนก้อยอีก หากว่าไทนี่เข้ามาเห็นเข้า
เพื่อนเธอไม่เข้ามาหรอกก้อย เธอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร รัฐภาสตอบกลับเสียงแหบพร่า สองมือใหญ่จับเอวเล็กคอดออกแรงยกแค่เพียงเล็กน้อยร่างโปร่งบางก็เคลื่อนไปนั่งอยู่บนโต๊ะ วงหน้าคร้ามแกร่งอยู่ระดับเดียวกับปทุมถันสล้างอวบอิ่มเต่งตึง ปลายนิ้วยาวใหญ่ลากไล้จากฐานตั้งจนถึงปลายยอดที่ชูชันตระง่าน
... คำที่จะพูดกลับหายเข้าไปในลำคอระหงเมื่อปลายนิ้วยาวใหญ่และร้อนระอุเคลื่อนตัวไปถึงปลายยอดสีทับทิม สองนิ้วคลึงเคล้นเม็ดบัวนุ่มจนมันค่อยๆ แข็งตัวเป็นไต ลำตัวกลมกลึงค่อยๆ แอ่นโค้ง จิกปลายนิ้วบนต้นคอแกร่งและอาการสั่นสะท้านไหวเหมือนกิ่งไผ่ไหวลู่ไปตามกระแสลมแรงที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน
เจ้านาย เบาๆ หน่อย มัน... อูย...มันเสียววูบในช่องท้องลามไปถึงปลีขา ตรงจุดซ่อนเร้นที่เคยถูกคลึงเคล้นสั่นระริก ฟันขาวสะอาดขบกัดริมฝีปากสะกลั้นเสียงร้องที่มันกำลังจะเปล่งออกไป เหมือนกับว่าลำตัวมันกำลังเอนลงทาบไปบนโต๊ะทานอาหารอย่างช้าๆ พร้อมกับริมฝีปากหนาร้อนระอุที่มันทาบลงไปตามลำตัว
สองมือใหญ่เคลื่อนไหวบางเบาแผ่วพลิ้วเหมือนสายลมนวดคลึงบั้นซอกซอนไปในตัวกางเกงขาสั้น แต่แล้วรวิกานต์ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่ออีกฝ่ายพรมจุมพิตเคลื่อนขึ้นมาครอบครองดูดดื่มความหวานจากปลายยอดทรวงครัดเครียดแข็งตัวเป็นไตอย่างชุ่มฉ่ำใจ
จุมพิตร้อนผ่าวนาบเคลื่อนขบกัดผิวเนียนนุ่ม ซุกไซ้ซอกคอ ไปอาบน้ำได้แล้วสาวน้อย ก่อนที่ฉันจะทนไม่ไหวปล้ำเธอเป็นอาหารรอบบ่ายในห้องครัวนี่ ขบกัดซอกซอนปลายลิ้นไล้เลียช่องหูเล็ก ก่อนจะยอมตัดใจเดินออกไปจากห้องครัวก่อนที่เขาจะทนไม่ไหว ทำอย่างที่ปากพูดจริงๆ ทำไมทุกครั้งที่อยู่ใกล้กับรวิกานต์เขาบังคับตัวเองไม่ได้สักที อยากแต่จะพาหญิงสาวขึ้นเตียงเพียงอย่างเดียว
รวิกานต์มองตามร่างใหญ่ตาปรอยเป็นนานกว่าที่จะตั้งสติได้ ยกสองมือตบพวงแก้มตัวเองเบาๆ จัดแต่งเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางแล้วรีบวิ่งเข้าไปในห้องนอน จัดแจงอาบน้ำล้างกายทุกส่วนที่ๆ ถูกรัฐภาสจับต้องแต่ถึงร่างกายจะสะอาด แต่ทว่าสัมผัสจากกายใหญ่กลับติดตราตรึงใจอยู่จนยากที่จะสลัดถอนออก 



********* กรี๊ด...ทุกคนขา...ผ่านแล้วค่า ผ่านแล้วนะ ต้นบับผ่านแล้ว ตอนนี้รอลุ้นอย่างเดียวว่าจะได้ออกงานหนังสือหรือเปล่า เป็นกำลังใจช่วยอธิฐานกันด้วยนะคะให้ออกทัน แล้วไปเจอกันค่าาา

5 ความคิดเห็น:

  1. แง่ง
    เข้ามารอเจี๋ยนอีตาเบื๊อกภาม

    ตอบลบ
  2. มาแล้วน้องไทนี่ ที่น่าสงสาร พระเอกซาดิส รึว่าโรคจิตค่ะเนี่ย

    ตอบลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ27 กุมภาพันธ์ 2555 10:26

    ดีใจด้วยค่า กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

    น้องวันเองฮับ

    ตอบลบ
  4. เย้เป็นเล่มแล้ว จะได้รีบจองคิวเวลาวางแผงค่ะ

    ตอบลบ
  5. ว้าว ว้าว ว้าว
    เริดเลอ
    รอ ๆ ๆ เล่มจ้า

    ตอบลบ